Contents
อะมอกซีซิลลินในโรคไซนัสอักเสบ (Amoxycillin)1.ยานี้เป็นยาปฏิชีวนะ ไม่มีคุณสมบัติในการแก้อักเสบ และไม่ออกฤทธิ์ต่อไวรัส2.โรคไซนัสอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะเพราะหายได้เองด้วยภูมิต้านทานโรค3.ผู้เป็นไซนัสอักเสบที่ควรใช้ยาปฏิชีวนะคือผู้ที่มีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง หรือมีอาการดีขึ้น ในช่วง 5-6 วันแรก แต่กลับเป็นใหม่ หรืออาการไมดีขึ้นภายใน 10 วัน4.เนื่องจากปัญหาเชื้อดื้อยา บางครั้งต้องใช้ยาในขนาดสูงเป็นสองเท่าของขนาดยาปกติ
ลอราทาดีน/เซททิริซีน (Loratadine/Cetirizine)1. ยานี้เป็นยาแก้แพ้ชนิดง่วงน้อย ใช้เฉพาะเมื่ออาการของโรคมีสาเหตุจากการแพ้ หรือโรคภูมิแพ้เท่านั้น เช่น ใช้ในกรณี น้ำมูกไหลเรื้อรังจากโรคภูมิแพ้ เป็นผื่นคันจากการแพ้หรือเป็นผื่นลมพิษ เป็นต้น2.ยานี้ไม่ช่วยลดน้ำมูกในผู้ที่มีน้ำมูกไหลจากโรคหวัด ไอ เจ็บคอ เนื่องจากโรคดังกล่าวเป็นโรคติดเชื้อ ไม่ได้มีสาเหตุจากการแพ้การใช้ยาแก้แพ้ชนิดง่วง เช่น คลอเฟนนิรามีน อาจบรรเทาอาการได้บ้างในผู้ป่วยบางราย3. ไม่ควรเรียกยานี้ว
ไอบูโพรเฟนชนิดน้ำ (Ibuprofen Syr)1.ควรใช้พาราเซตามอลเป็นยาขนานแรกในการลดไข้ แก้ปวด2.ยานี้เป็นยาในกลุ่มเอ็นเสด ห้ามใช้ยานี้ ถ้าเคยแพ้เอ็นเสดชนิดอื่น3.ใช้ยาให้ถูกขนาดตามคำสั่งใช้ยาของแพทย์4.หลังใช้ยา 3 วัน ถ้ายังมีไข้หรือยังไม่หายปวด ให้ไปพบแพทย์5.กรณีสงสัยเป็นไข้เลือดออก ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ เพราะอาจทำให้มีเลือดออกอย่างรุนแรงได้
ไอบูโพรเฟนชนิดเม็ด (Ibuprofen Tab)1.ยานี้เป็นยาในกลุ่มเอ็นเสด ห้ามใช้ยานี้ ถ้าเคยแพ้เอ็นเสดชนิดอื่น เช่น แอสไพริน2.ควรใช้เอ็นเสดด้วยขนาดยาต่ำที่สุด และด้วยระยะเวลาที่สั้นที่สุด โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เพื่อป้องกันอันตรายจากยา เช่น แผลที่กระเพาะอาหารและลำไส้ (ปวดท้อง แสบท้อง) เลือดออกจากทางเดินอาหาร (ถ่ายดำ เป็นลม) ไตวาย หลอดเลือดหัวใจหรือสมองอุดตัน (กล้ามเนื้อหัวใจตายหรือเป็นอัมพาต) ผื่นแพ้ที่ผิวหนัง ผลข้างเคียงข้างต้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต นอกจากนี้ยังอาจทำให้มีอา
พาราเซตามอล + ออเฟนนาดรีน (Paracetamol+Orphenadrine)1.ระวังการได้รับพาราเซตามอลจากแหล่งอื่น เพราะจะได้รับพาราเซตามอลอย่างซ้ำซ้อนจนได้รับยาเกินขนาด2.การใช้พาราเซตามอลเกินขนาด อาจทำให้เซลล์ตับถูกทำลาย มีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง อ่อนเพลีย นำไปสู่ภาวะตับวายและการเสียชีวิตได้3.ยานี้อาจทำให้ง่วงได้ จึงต้องระมัดระวังในการขับขี่ยานพาหนะหรือการปฏิบัติงานที่อาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย4.หลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ป่วยสมองเสื่อมหรือผู้สูงอายุ เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงต่อการพลัดตก หกล้ม
พาราเซตามอลชนิดน้ำ (Paracetamlo Syr)1.การใช้พาราเซตามอลเกินขนาด อาจทำให้เซลล์ตับถูกทำลาย มีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง อ่อนเพลีย นำไปสู่ภาวะตับวายและการเสียชีวิตได้2.ขนาดยาในเด็ก ไม่เกิน 15 มก./กก./ครั้ง (และไม่เกิน 1,000 มก./ครั้ง) รวมทั้งไม่เกิน 75 มก./กก./24 ชั่วโมง (ไม่เกิน 3,250 มก./24 ชั่วโมง)3.โปรดระวังการได้รับพาราเซตามอลจากหลายแหล่งพร้อมกัน เช่น จากยาบรรเทาหวัด ไอ4.ไม่ควรใช้ยานี้ด้วยตนเองติดต่อกันนานเกิน 5 วัน ในเด็ก
พาราเซตามอลชนิดเม็ด (Paracetamol Tab)1.การใช้พาราเซตามอลเกินขนาด อาจทำให้เซลล์ตับถูกทำลาย มีอาการตาหลือง ตัวเหลือง อ่อนเพลีย นำไปสู่ภาวะตับวายและการเสียชีวิตได้2. ขนาดยาในผู้ใหญ่ ไม่เกิน 1.5 มก./กก./ครั้ง (และไม่เกิน 1,000 มก./ครั้ง) รวมทั้งไม่เกิน 4,000 มก./24 ชั่วโมง3.โปรดระวังการได้รับพาราเซตามอลจากหลายแหล่งพร้อมกัน เช่น จากยาแผงบรรเทาหวัด และยาคลายกล้ามเนื้อสูตรที่มีพาราเซตามอลเป็นส่วนผสม เป็นต้น4.ไม่ควรใช้ยานี้







